ขัดแย้งอ่าวกุ้งยังไม่จบ กรรมการสิทธิ์ลงพื้นที่รับฟังทุกฝ่าย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีประชาชนขอให้ตรวจสอบโครงการขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่ทะเลบริเวณอ่าวกุ้ง ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยกลุ่มผู้ร้องเป็นกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่อ่าวกุ้ง ซึ่งได้ร่วมกับหน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานด้านการดูแล อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าพื้นที่ดำเนินโครงการไม่ได้เป็นร่องน้ำเดิม การดำเนินโครงการขุดลอกร่องน้ำจึงอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล

จากนั้นในวันถัดมารายงานข่าวแจ้งอีกว่า ที่ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ได้ประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวจากหน่วยงานภาครัฐ โดยมีนายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมให้ข้อมูล โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ตให้ข้อมูลว่าโครงการดังกล่าวมาจากการร้องขอของประชาชนผ่านเทศบาลตำบลป่าคลอก ซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับสภาพร่องน้ำ ประกอบกับจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในการดำเนินการจึงได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อมาจังหวัดภูเก็ตได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญร่วมอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศเพื่อพิจารณาสภาพร่องน้ำ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรมเจ้าท่ายังไม่ได้บรรจุโครงการเข้าสู่แผนงาน เนื่องจากยังมีข้อร้องเรียนของประชาชน

ในระหว่างลงพื้นที่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้สนับสนุนโครงการให้ข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการต้องการให้มีการพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากชาวประมงบางส่วนเดือดร้อนเรื่องการนำเรือเข้าออก หากมีการขุดลอกร่องน้ำ จะช่วยให้สามารถพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและการประมงได้ ทั้งนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะนำข้อมูลที่ได้รับฟังจากทุกภาคส่วนไปพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายงานยังระบุอีกว่า ในเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นเกี่ยวกับสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 ได้ให้การรับรองสิทธิชุมชนกับการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมาตรา 57 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการหรือแสดงความคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและฐานทรัพยากร โดยการพัฒนาจะต้องไม่ลิดรอนวิถีชีวิตและตั้งอยู่บนหลักการแห่งผลประโยชน์ร่วมกันและยั่งยืน