“เรียนรู้” “แก้ไข” และ “ช่วยกัน” ส่องพฤติกรรมชาวเกาหลีใต้ในวิกฤตสถานการณ์ COVID-19

“เรียนรู้” “แก้ไข” และ “ช่วยกัน” ส่องพฤติกรรมชาวเกาหลีใต้ในวิกฤตสถานการณ์ COVID-19 โดย เนติมา บูรพาศิริวัฒน์ คณะวิเทศศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

คนเกาหลีส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในเชิงบวกต่อการช่วยประเทศชาติในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 และมีการใช้ชีวิตแบบ “Untact”

“อาจารย์เนติมา บูรพาศิริวัฒน์” นักวิจัยจากคณะวิเทศศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เผยผลการวิเคราะห์ตัวบทข่าวออนไลน์ของเกาหลีใต้ พบว่า แม้คนเกาหลีมีความกังวลในด้านการเงิน ด้านสุขภาพจิต และด้านสุขภาพร่างกายในช่วงวิกฤตสถานการณ์ COVID-19 แต่ในทางกลับกันชาวเกาหลีก็ยังคงมีทัศนคติที่ว่าความปลอดภัยของผู้คนในประเทศสำคัญกว่าการคำนึงเรื่องสิทธิมนุษยชน และมีความตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคม

หากลองวิเคราะห์หาเหตุผล อาจเกิดจากปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้

การให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบต่อสังคม ความร่วมมือโดยสมัครใจของคนเกาหลีในการช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาด การยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเพื่อสนับสนุนมาตรการการป้องกันการระบาดของชาวเกาหลีใต้ได้สะท้อนให้เห็น “พฤติกรรมของภาคประชาชน” ได้เป็นอย่างดี

พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเกาหลีส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยเน้นการใช้เทคโนโลยีที่มาช่วยให้คนเกาหลีมีการใช้ชีวิตแบบ “Untact” มากขึ้น “Untact” หมายถึง การพบปะที่ไม่ต้องพบปะกันตัวต่อตัว คือ คำที่มาจากคำว่า “Un + Contact” มีความหมายคล้ายคำว่า Social Distancing คำว่า “Untact” ต่างกับคำว่า Social Distancing ตรงที่การใช้ชีวิตแบบ “Untact” คือการที่ผู้คนยินดีที่จะเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ลำบากใจที่จะติดต่อสื่อสารกันแบบไม่พบหน้ากัน

“เรียนรู้” “แก้ไข” และ “ช่วยกัน” ส่องพฤติกรรมชาวเกาหลีใต้ในวิกฤตสถานการณ์ COVID-19

นอกจากนั้นแล้ว “ความสามารถในด้านเทคโนโลยีของภาคเอกชน” ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญที่เข้ามาสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบ “Untact”ของประชาชนอีกด้วย ซึ่งประเทศเกาหลีก็โดดเด่นและทำได้ดีอยู่ก่อนจะเกิดวิกฤตสถานการณ์ COVID-19 เสียอีก ยกตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์สำหรับเสิร์ฟอาหารให้กับผู้ป่วยโควิด นวัตกรรมเครื่องฆ่าเชื้อโรค โดรนพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ แพลตฟอร์มชอปออนไลน์ แอปพลิเคชันสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล เป็นต้น

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั้นคือ ความสามารถในการค้นหาและรักษาผู้ติดเชื้อแบบเชิงรุก “การบริหารจัดการของภาครัฐบาล” ที่ดี เนื่องจากเกาหลีใต้การมีประสบการณ์จากการรับมือของโรค MERS ในปี 2015 มาก่อน ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการตรวจวินิจฉัย หน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศเกาหลีใต้ก็ได้เริ่มวางแผนการพัฒนาชุดทดสอบโคโรน่าไวรัสชนิดใหม่ (COVID-19) มาก่อนแล้วนั้นเอง โดยเกาหลีใต้ได้บทเรียนจากการระบาดของโรค MERS ว่าปัญหาที่สำคัญในครั้งนั้น คือการไม่สามารถติดตามเส้นทางของไวรัสได้ โดยประเทศเกาหลีใต้ได้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้รัฐบาลสามารถรวบรวมข้อมูลและภาพของผู้ป่วยจากกล้องวงจรปิดในระหว่างการแพร่ระบาดได้ การเดินทางของผู้ติดเชื้อจะถูกบันทึกและส่งข้อมูลเพื่อเตือนคนอื่นให้อยู่ห่างจากเส้นทางการติดต่อ หน่วยงานของเกาหลีใต้จะส่งข้อความไปยังสมาร์ตโฟนของประชาชนที่อยู่ละแวกพื้นที่ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อเพื่อให้ระวังการติดเชื้อ

จากรายงานข่าวยังพบประเด็นที่ว่า คนเกาหลีพึงพอใจกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น ในเรื่องการสื่อสาร การส่งต่อข้อมูลแก่ประชาชน มาตรการการกักกันและการรักษา ประชาชนรู้สึกโล่งใจที่มีประกันสุขภาพแห่งชาติและเชื่อมั่นในสำนักประกันสุขภาพแห่งชาติเกาหลีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และคนเกาหลีมีทัศนคติที่ว่าความปลอดภัยของผู้คนในประเทศสำคัญกว่าการคำนึงเรื่องสิทธิมนุษยชน และมีความตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การยินยอมและปฏิบัติให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเพื่อสนับสนุนมาตรการการป้องกันการระบาด

อย่างไรก็ตามการที่ 3 ภาคส่วนสำคัญอย่าง “ประชาชน” “รัฐบาล” และ “เอกชน” ของเกาหลีได้ “เรียนรู้” “แก้ไข” และ “ช่วยกัน” นำพาประเทศเกาหลีใต้ให้อยู่รอดได้ในวิกฤต COVID-19 นั้นถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศอื่น ๆ ที่จะนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมต่อไปได้เป็นอย่างดี

เนติมา บูรพาศิริวัฒน์