เปลือยชีวิตหมอต้น ผู้นำDSI ที่ไม่จบกฎหมายแต่ต้องบังคับใช้กฏหมายจากหมอมะเร็งสู่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เปลือยชีวิตหมอต้น ผู้นำDSI ที่ไม่จบกฎหมายแต่ต้องบังคับใช้กฏหมายจากหมอมะเร็งสู่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากเด็กยิงนกตกปลาเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน สู่นักศึกษาแพทย์ นักกิจกรรม ชอบผ่าตัด หมอมะเร็ง ผลิกผันจากการชันสูตรตรงไปตรงมา ถูกกดดันมาเริ่มต้นใหม่ที่นิติวิทยาศาสตร์-อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องสั่งสำนวนคดีแบบไม่จบกฏหมายใช้วอร์รูม ชาวบ้านจะเลือกเป็นที่พึ่งได้หรือไม่ สะท้อนการสืบสวนสอบสวนแบบซับซ้อน “จะบริหารคนด้วยคุณธรรม”

เปลือยชีวิตหมอต้น ผู้นำDSI ที่ไม่จบกฎหมายแต่ต้องบังคับใช้กฏหมายจากหมอมะเร็งสู่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

นายแพทย์ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ หรือ หมอต้น เบอร์หนึ่ง DSI ทุกวันนี้ต้องยอมรับกันว่าสังคมเมืองไทย มีวิธีการทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ซึ่งเงิน พวกที่มีเงินอยู่แล้ว ก็เอาเงินต่อเงิน คนที่ยังไม่มีเงินก็พยายามหาเงิน และต้องยอมรับว่า หน่วยงานหนึ่งของรัฐที่ชื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI จึงเป็นหน่วยงานที่ถูกจับตามองจากสังคม ทั้งนี้ เนื่องจากมีค่าตอบแทน (เงิน) เจ้าหน้าที่ที่มากมายกว่าข้าราชการหลายหน่วยงานมีการบริหารจัดการที่พิเศษว่าหลายหน่วยงานอื่น มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ มีทั้งงบลับ มีทั้งอำนาจพิเศษ ทั้งการดักฟัง การเข้าถึงข้อมูลนิติบุคคลและบุคคล มีทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลอื่นๆ ได้ ฉะนั้น เมื่อเป็นหน่วยงานพิเศษจึง ไม่ต้องแปลกใจว่า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่อยู่ปัจจุบันนี้มีการได้มาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากทางใดบ้าง(ข้าราชการดีๆหลายคนต้องอกหักเขียนใบสมัครโอนย้ายมาอยู่กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วไม่ได้โอนย้าย) พูดง่ายๆ ใครที่จะโอนย้ายมา DSI ย่อมมาจากผู้มีฤทธิ์กันทั้งนั้น ถ้าดูชื่อเจ้าหน้าที่รายบุคคลมักจะเห็นว่า มีเจ้าหน้าที่ที่นามสกุลดังๆ มีสายสัมพันธ์การเมือง ขั้วอำนาจ องค์กรอิสระ หรือแม้แต่หน่วยงานที่มีบทบาทในการบังคับใช้กฎหมาย สามีภรรยาอัยการ ตุลาการ มีครบทุกรส แต่ถ้าใครเชื่อว่ามีเงินแล้วไม่โกงไม่ทุจริต เห็นที่จะต้องคิดผิด เพราะการไล่ออกเจ้าหน้าที่

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีความผิดกระทำความผิดมีมาต่อเนื่อง แต่แปลก กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เคยแถลงให้สังคมรับรู้ว่า คนไม่ดีที่แฝงเข้ามาอยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษถูกออกจากราชการแล้ว จำนวนเท่าไร และบุคลากรเล่านี้ต้องไปบังคับใช้กฎหมายคดีพิเศษไล่ล่าอาชญากรที่มากด้วยเงิน หลายเหตุการณ์จึงเกิดการผิดพลาดเพราะบุคคลนั้นนับถือแต่เงิน 1 เมษายน 2560 ผลจากการยึดอำนาจของ พลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ปัจจุบัน คือการได้มาซึ่งศาลปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบ และมีหลายคดีที่ต้นทางของคดีที่เข้าสู่ศาลนี้ด้วยอำนาจหน้าที่ของคนกรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ ถูกปรับแก้กฎหมายกฏกระทรวงหลายอย่างในยุค ของ ทหารอากาศเรืองอำนาจ มาเป็นผู้บริหารสูงสุดของ กระทรวงยุติธรรม และเป็นยุคที่มีการกล่าวอ้างว่า อดีตตำรวจมีเยอะในกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงมีนโยบายปรับเปลี่ยน เอาบุคคลภายนอกกรมสอบสวนคดีพิเศษ มา นั่งบริหาร(นโยบายนี้จริงหรือไม่หรือสมอ้างต้องตามกันต่อไป) และ หนึ่งในจำนวนนั้น คือ นายแพทย์ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ และ ไม่ต้องแปลกใจอีกแล้วละที่ สังคมจะต้องจับจองมองความเคลื่อนไหว ของผู้บริหารสูงสุด ปัจจุบัน ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจาก นายแพทย์ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ได้รับการเสนอชื่อ จากรัฐมนตรียุติธรรม และ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ จึงมีโปรดเกล้าให้ “ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์” มานั่งกุมบังเหี้ยน กรมที่ซับซ้อน มีอำนาจพิเศษและมีเจ้าหน้าที่ที่ล้วนจะมีฤทธิ์

“ ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์” ยืนยันว่า ตัวเอง เกิดที่ภาคเหนือของเมืองไทย เนื่องจาก บิดา เป็นคนสตูล เป็นคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน และไปเรียนแพทย์รุ่น 1 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และในช่วงที่ บิดา รับราชการ ก็ได้โยกย้ายหลายที่ที่มั่นหนึ่งของบิดา หมอต้น แพทย์คนเดียวที่รักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลอำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง ในขณะนั้น ซึ่งถ้าจำไม่ผิดสมัยนั้นยังเป็นสถานีอนามัย โดยมีคุณแม่ซึ่งเป็นพยาบาลเป็นผู้ช่วย ในช่วงที่พัทลุง ยังเป็นเมืองไกลปืนเที่ยงในสายตาคนอันดามัน หลังจากนั้น ก็โยกย้ายไปอยู่ ยะลา และ ปัตตานี อยู่ยะลาในห้วงที่ มีความสับสนของสังคม คือ พื้นที่ชายแดนใต้ที่มีสังคมที่หลากวัฒนธรรม ฉะนั้น ชาวบ้านจึงเรียก องค์กรอาชญากรรมหนึ่ง ว่า โจรจีน เช่นเดียวกัน ก็มีโจรแขกด้วย แต่ความเป็นหมอที่ต้องให้การรักษาทุกคนที่เข้ามารับการรักษายังคลินิก จึงสามารถอยู่ได้ “สมัยเด็กผมซุกซนมาก มีพาสเตอร์ติดตามเนื้อตัวตลอด ผมใช้ชีวิต ในช่วงสมัยเด็ก แบบเด็กบ้านนอกเรียกว่า เที่ยวยิงนกตกปลา หลังจากที่ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะแพทย์ รหัส 2526 ซึ่งเป็นการเรียนในช่วงที่เป็น มศ.5 รุ่น สุดท้าย ในช่วงที่ผมเรียนแพทย์ผมเป็นนักกิจกรรม ผมทำกิจกรรมทุกอย่าง เพียงแต่การเรียนผมก็ไม่เสีย”

“สมัยที่ผมทำงานผมเริ่มที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี เพราะเห็นว่าเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ด้วยความที่ขาดแคลนแพทย์ทางด้านผ่าตัด จึงได้อยู่แผนกผ่าตัดประกอบกับมีความชอบ และมีทักษะด้านผ่าตัดตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ช่วงฝึกงานปีสุดท้าย (ปี6) ที่โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช มีโอกาสได้ผ่าตัดคนไข้จำนวนมาก และงานแรกที่ผมต้องผ่าตัดคนไข้ในช่วงฝึกงาน ก็ปรากฏว่า ขณะที่กำลังผ่าตัดคนไข้ไฟฟ้าดับ ผมต้องพยายามบรรจง ผ่าตัดในสภาวะที่ไม่มีไฟฟ้า เมื่อไฟฟ้าติดผมผ่าตัดคนไข้ใด้เรียบร้อยแล้ว ผมมักจะพบกับเรื่องแบบนี้ และในขณะนั้น คนไข้ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เยอะ มีกรณีที่ต้องผ่าตัดเยอะมาก โดยเฉพาะผ่าคลอด ผมต้องช่วยอาจารย์ผ่าตัดคลอดวันละๆ หลายคน ซึ่งด้วยความที่เป็นแพทย์ใหม่ บางครั้ง หลังจากที่ให้ยาสลบคนไข้ ผมลงมือผ่าตัด และ หลังจากที่เสร็จเรียบร้อย ก็ต้องให้ อาจารย์หมอมายืนเพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไข้ ผมทำงานอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังจากจบแพทย์เฉพาะทาง (บอร์ด) ด้านนิติเวช (เป็นคนแรกของกระทรวงสาธารณสุข) เป็นเวลาห้วงหนึ่ง ซึ่งห้วงเวลานั้นผมมักจะต้องชันสูตรบาดแผล ชันสูตรศพ ผลการชันสูตรออกเร็วมากและผมทำตรงไปตรงมา จนกระทั้งมีการถูกกดดันจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่มีธงในการชันสูตร ผมถูกกดดันจนมีความรู้สึกว่า ต้องพกปืนไปทำงาน ผมมีความรู้สึกว่า ถูกกดดันมากแต่พนักงานสอบสวนจำนวนมากคอยให้การสนับสนุน จังหวะนั้นมีการตั้งโรงพยาบาลมะเร็ง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมไปเริ่มต้นใหม่ที่โรงพยาบาลมะเร็ง และอยู่ตรงนั้น ในช่วงเรียนนิติเวชที่ รพ.จุฬาฯ ผมได้ลงเรียนกฎหมายแต่ไม่ได้เรียนจนจบ ในช่วงที่ทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์มีคนชวนไปเรียนวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางค์ เพราะเขาบอกว่ามีการปั้นน้ำเป็นตัว ในความหมายก็น่าจะแปลว่า เป็นการโกหก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอยากรู้ จึงสมัครเรียนปรากฏว่า มีการปั้นน้ำเป็นตัวจริง คือ การเอาผลิตภัณท์ที่เป็นน้ำมาทำเป็นครีมต่างๆ จากน้ำราคาถูกๆ ก็กลายเป็นครีมที่มีค่าเป็นหมื่นเป็นพันบาท หลังจากนั้นผมได้รับการเชิญชวนจากท่านคุณหญิงหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ให้มาเริ่มต้นตั้งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ด้วยกันในตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มนิติเวชคลีนิก จนกระทั่งเติบโตเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และแล้ววันหนึ่งจุดผลิกผันก็เกิดกับผมอีกเมื่ออยู่ๆก็มีคำสั่งย้ายมารับตำแหน่ง รองอธิบดี

กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยที่ผมไม่ทราบมาก่อน “ผมมาอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษผมไม่มีรุ่น ผมก็ประสานกับพนักงานสอบสวนทุกรุ่นในกรมนี้ และช่วงหนึ่งที่ปฏิบัติราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเกือบ 6 เดือน ผมก็ต้องทำหน้าที่ในการเซ็นสำนวนออก มีการเซ็นแย้งซึ่งเป็นเรื่องที่ดังๆ แต่ผมก็ไม่ได้เล่นกับข่าว จึงเป็นเรื่องที่พิจารณาและให้ความเห็นแบบเงียบๆ เพราะผมคิดว่าคดียังไม่ถึงที่สุดในการเอาความลับในสำนวนมาพูดก็จะเกิดการได้เสียของคู่กรณีและกฏหมายก็เขียนห้ามไว้ด้วย ส่วนคำถามที่ว่า ผมไม่จบกฎหมายผมใช้วิธีการอย่างไร ผมก็ใช้วิธีการในการถามนักกฎหมายเยอะๆ และมีการตั้งวอร์รูม “ผมมีเพื่อนเป็นนักกฎหมายอยู่ในองค์กรดังๆ มาก มีเพื่อนเป็นรองกฤษฏีกาผมก็ปรึกษาหารือข้อกฎหมาย ก่อนที่จะสรุปสั่งคดี” “การบริหารบุคคลในกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ผมใช้ระบบคุณธรรม ในช่วงที่ผมเป็นรอง เวลาผมขึ้นเวที ผมมักติดคำนี้” “จงเป็นคนดีมีคุณธรรม” การบริหารด้วยหลักคุณธรรมของ หมอต้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องติดตามกันต่อไปว่า ใช้ระบบคุณธรรมอย่างไร ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงาน ระหว่างผู้บังคับบัญชากับประชาชน ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาของนักวิ่ง ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใช้หน้าที่เทคนิคในการแสวงประโยชน์ส่วนตน หรือระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้ต้องหา ว่าที่ผู้ต้องหา และสุดท้ายระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาที่นำพาการปฎิบัติที่ไม่ตรงกับความหมายของกฎหมายคดีพิเศษ และเทคนิคการออกเลขสืบสวน เพื่อเป็นช่องทางในการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบ และยุติเรื่องด้วยการสนับสนุนช่วยเหลือหรืออาจจะส่อไปในทางช่วยเหลือผู้กระทำความผิดและหากสืบสวนพบการกระทำความผิด ก็ไม่เสนอเป็นคดีพิเศษซึ่งสังเกตได้ว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษรับเงินคดีพิเศษเท่ากับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคนอื่นๆ แต่บางรายไม่เคยเสนอเรื่องสืบสวน เป็นคดีพิเศษเลยไม่เคยทำหน้าที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเลย แต่รับเงินพิเศษ สังคมต้องจับตามองกันต่อไป ว่าหมอที่เรียนได้ที่หนึ่งจะบริหารด้วยระบบคุณธรรมแบบไหนมาตรฐานอย่างไร และด้วยความเป็นหมอที่ไม่ได้จบกฏหมายแต่ต้องลงนามสั่งคดีด้วยตัวเองตามขบวนการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือหมออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นเหยื่อของใคร หรือจะเป็นพระเอกขี้ม้าขาวมาช่วยเรียกความศรัทธาและการคาดหวังของประชาชนให้เหมือนกับแรกๆ ของการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษและความมุ่งมั่นที่จะทำคดีให้มีผลสัมฤทธิ์ และปลัดกระทรวงยุติธรรมจะปลื้มใจในการสั่ง หมอมาเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จุดประกายหมอในวันนี้ หรือไม่

กองบรรณาธิการข่าวถิ่นใต้.com